UFABET แนะนำ The Florida Project (7)

UFABET แนะนำ ถ้า The Florida Project เล่าเรื่องราวของคนชนชั้นล่างๆ Lady Bird  การที่พี่ชายบุญธรรม ซึ่งมีนามสกุลออกแนวยุโรปใต้เสียอีก ของนางเอกเอาแฟนสาวผิวสี ก็คงเล่าเรื่องราวว่าด้วยปัญหา เขาก็ดันเป็นคนออสเตรเลีย และการดำเนินชีวิตของคนชนชั้นกลางในสหรัฐอเมริกา ผ่านมิติ

เรื่องการเติบโตเปลี่ยนผ่านของวัยรุ่น ครอบครัว เศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพจิต ช่องว่างระหว่างวัย รวมถึงช่องว่างระหว่างกลุ่มย่อยๆ (ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจเหลื่อมล้ำกัน) ในชนชั้นเดียวกัน Lady-Bird-2 (1) จุดที่ชอบหรือรู้สึกเชื่อมโยงกับหนัง คือ 1. ผมพบว่าตัวละครนำในหนังน่าจะเป็นวัยรุ่นเจนใกล้ๆ กัน

กับตัวเอง (1 ปี หลัง 9/11 เธอกำลังจะเข้ามหาลัย ส่วนผมเรียนปี 2 ตอนเกิดเหตุการณ์) ซึ่งนั่นก็คงอิงมาจากชีวิตจริงของเกรตา เกอร์วิก ผู้กำกับ 2. รู้สึกว่าหนังจับภาพ/แต่งหน้าน้องเซียร์ชา โรแนน ได้น่าสนใจและแปลกตาดี คือ มองด้านหนึ่ง ก็ดูเธอสวย มีเสน่ห์เตะตากว่าเด็กสาวทั่วไป แต่อีกด้าน เธอก็ยังมีสิว

มีริ้วรอยอะไรเขรอะๆ ตามใบหน้าเนื้อตัว แบบเด็กวัยรุ่นธรรมดาๆ 3. รู้สึกว่ารายละเอียดเกี่ยวกับสมาชิกในครอบครัวนางเอกน่าสนใจมาก lady-bird-2 เริ่มจากพ่อแม่ที่อายุเยอะ มีลูกตอนอายุ 40 อัพ (เข้าใจว่าในปี 2002 แม่มีอายุ 60 พ่อคงใกล้ๆ กัน ขณะที่ลูกสาวอายุ 18) แล้วก่อนจะมีลูกของตัวเอง พวกเขา

ก็ดันรับเด็กเชื้อสาย “ต่างชาติ” มาเลี้ยงดูเป็นลูกบุญธรรม (ต้องยอมรับว่าผมยังสับสนกับเชื้อชาติของมิเกล -พี่ชาย  UFABET เว็บแทงบอลออนไลน์ ขั้นต่ำ 10 บาท โบนัสฟรี 500 บาท บุญธรรมของนางเอก- อยู่พอสมควร ตอนได้ยินชื่อ ก็นึกว่าคงเป็นเม็กซิกัน แต่พอเห็นหน้า ก็คิดว่าออกแนวคนเอเชีย

พอลองไปค้นประวัตินักแสดงที่มารับบท ที่มีพ่อแม่เป็นมาเลเซีย 555 ผมจึงตีความเอาเองว่ามิเกลในหนังน่าจะเป็นเด็กเชื้อสายเอเชีย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงผลพวงจากสงครามเวียดนามที่ดำรงอยู่ภายในสังคมอเมริกัน อันมีนัยยะล้อ/เทียบเคียงไปกับสภาพสังคมสหรัฐหลัง 9/11 ตามท้องเรื่องพอดี) นอกจากนี้

พนักงานซูเปอร์มาร์เก็ตมาอยู่บ้าน (ทั้งคู่เจาะหน้าเจาะตา) โดยไม่มีปัญหาความขัดแย้งใดๆ ก็น่าสนใจ 4. แน่นอน หนังเรื่องนี้พยายามชูภาพลักษณ์แง่บวกในการเป็นเบ้าหลอมความหลากหลาย/ความเป็น “ครอบครัวใหญ๋” ของสังคมอเมริกันนั่นแหละ เพียงแต่รายละเอียดเรื่องราวและปมขัดแย้งที่หนังนำมาใช้โปรแง่

มุมดังกล่าว มันมีชั้นเชิงและสนุกเพลิดเพลินอยู่พอสมควร บางฉากที่ผมชอบ ก็เช่น ฉากที่นางเอกไม่ยอมให้พ่อขับรถไปส่งหน้าโรงเรียน (เพราะอายฐานะของตัวเอง) แล้วก็ฉากที่นางเอกกับแม่ระเบิดอารมณ์ใส่กันตอนท้ายๆ โดยพ่อซึ่งซึมเศร้าตกงาน กำลังนั่งเล่นเกมไพ่อยู่หน้าจอคอม หรือฉากนางเอกโวยเหยียด

พี่ชายและแฟนเรื่องเจาะหน้าเจาะตาก็ดี (แล้วผู้กำกับก็เยือกเย็นพอที่จะค่อยๆ ปล่อยให้สถานการณ์ตึงเครียดในครัวเรือนคลี่คลายไป มากกว่าจะบีบคั้นจนแตกสลายรวดร้าว) 5. อีกจุดหนึ่งที่รู้สึกว่าหนังมีเสน่ห์ ก็คือ การวางคาแรกเตอร์ให้พวกเพื่อนสนิท-คู่ควงของนางเอก ladybird ทั้งจูลี่ สาวอ้วน (น่าจะ)

เชื้อสายเม็กซิกัน ที่ร้องเพลง-เล่นละครเวทีก็เก่ง เรียนก็เก่งกว่านางเอกด้วยซ้ำ แต่พอจบมัธยม เธอกลับไม่ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยโดยทันที หรือแดนนี่ ที่มีปมขัดแย้งเรื่องเพศสภาพของตัวเองกับความเป็นไอริช/คาธอลิกของครอบครัว ส่วนทิโมธี ชาลาเมต์ ที่รับบทเป็นไคลน์นั้น ระหว่างนั่งดูหนัง ผมก็รู้สึกว่า

คาแรกเตอร์นี้มันจะซ้อนๆ กับตัวละครเอลิโอ ใน Call Me by Your Name พอสมควร แต่ไคลน์ก็มีเสน่ห์ในแบบของมันอยู่ ผมชอบบุคลิกสองด้านของไคลน์ ที่ด้านหนึ่ง เป็นพวกช่างคิด ช่างอ่าน (คล้ายจะ)   เก็บตัว ออกแนวปัญญาชน อินดี้ บุปผาชน ทวนกระแสนิดนึง เช่น ไม่เชื่อเรื่องเงินตรา ระแวง

UFABET แนะนำ

โทรศัพท์มือถือ แต่อีกด้าน มันก็เป็นไอ้หนุ่มปาร์ตี้เจ้าสำราญ ผู้มีพฤติกรรมฟันสาวๆ ไปเรื่อย อีกประเด็นหนึ่ง ที่น่าจะเป็นประเด็นหลักของหนัง และผมรู้สึกว่ามันเป็นลักษณะสำคัญของสังคมอเมริกัน คือ ความเป็นไปได้ที่คนคนหนึ่งจะใช้ชีวิต เรียน ทำงาน เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ในรัฐ/เมืองเดียวตลอดไป ส่วนหนึ่ง

มาจากความใหญ่โตของประเทศ ซึ่งมันก็บ่งชี้ถึงการมีโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมดีพอในระดับหนึ่ง แต่ขณะเดียวกัน ลักษณะเด่นข้อนี้ก็คงบอนไซคนจำนวนมากให้ติดอยู่ในโครงสร้างและแนวโน้มความเป็นไปได้แบบเดิมๆ ตลอดชีวิตเหมือนกัน สำหรับตัวละครในหนังและคนอเมริกันอีกเป็นจำนวนมาก

การเดินทางข้ามรัฐ ข้ามฟากประเทศ หรือการไปต่างประเทศ จึงเป็นอะไรที่ดูเหมือนจะยิ่งใหญ่ ท้าทาย และคาดเดาไม่ได้เอามากๆ พอๆ กับการวิ่งเข้าไปในดิสนีย์แลนด์ของหนูๆ สองคน ใน The Florida Project